การอบรมหลักสูตร “ผู้ตรวจประเมินในการออกแบบก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน”
เผยแพร่:
เมื่อวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2566 นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน ได้รับมอบหมายจาก ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร “ผู้ตรวจประเมินในการออกแบบก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน” ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC) เพื่อการอนุรักษ์พลังงานรุ่นที่ 4 โดยการอบรมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2566 และทดสอบในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ตามที่ พพ. ได้ดำเนินการออกกฎกระทรวงว่าด้วยกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคารและมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 โดยหลังจากนั้น คณะกรรมการควบคุมอาคาร ได้ออกประกาศ เรื่อง การนำกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 มาใช้บังคับกับการควบคุมอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2565 ทำให้ BEC มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ดังนั้นพพ. จึงได้พัฒนาหลักสูตรและจัดฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจประเมินในการออกแบบก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้ความรู้และผลิตบุคลากรที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและมีความรู้ทางด้านการตรวจประเมินการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ให้มีจำนวนเพียงพอต่อการตรวจประเมินและรับรองแบบอาคารก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลง ให้สามารถตรวจประเมินแบบอาคารอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับอาคารก่อสร้างใหม่ให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่เริ่มต้น
การฝึกอบรมในจังหวัดขอนแก่นครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 4 จากจำนวนทั้งหมด 10 รุ่น มีผู้สนใจเข้าฝึกอบรมที่เป็นวิศวกร สถาปนิก จำนวน 35 คน ทั้งนี้ พพ. จะดำเนินการจัดฝึกอบรมให้แก่วิศวกร และสถาปนิก จำนวนไม่น้อยกว่า 300 คนต่อปี สำหรับขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจประเมินในการออกแบบก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ในมิติผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนทางด้านพลังงาน และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสังคม และในมิติประเทศจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดความเข้มพลังงาน (Energy Intensity: EI) ภายใต้แผนการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan: EEP) ของประเทศ และเป้าหมายการบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และ Net Zero Emission ภายในปี ค.ศ. 2065 ทำให้ประเทศเกิดความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืนในอนาคต
